Monday, February 15, 2016

รับอุปการะเด็กกำพร้า เพื่อชีวิตที่สดใส ร่วมสร้างอนาคต ให้เด็กกำพร้า ร่วมกัน รับอุปการะเด็กกำพร้า

รับอุปการะเด็กกำพร้า

สมัยปัจจุบัน ปมปัญหา ผู้เยาว์กำพร้า ได้เปลี่ยนไปเป็นคำถาม ระดับภพ ไปแล้ว เพราะว่า เหตุผล หลาย ๆ อย่าง อาทิ ผู้ชาย วัยสาว มีข้อผูกมัด ไม่อาจรับผิดชอบบุตรได้ ภาระทางสังคมไม่อาจเผยได้ ขาดแคลนบุคคล เกื้อกูล สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เกิด ข้อสงสัย เด็กกำพร้า ขึ้นนานัปการ   เราจะเห็นว่ามีข่าวคราว ในกรณี ผู้เยาว์ลูกกำพร้า การทอดทิ้งเยาวชน การ รับอุปการะเด็กกำพร้า ให้พบ ตลอดแม้แต่ละวัน  มูลเหตุ หลัก ๆ ที่กำเหนิดผู้เยาว์กำพร้า เกิดจากการขาดความรับผิดชอบ สิ่งของบูรพการีผู้เยาว์เป็น เอ้ ประกอบพร้อมด้วย ความไม่พร้อมทั้งของบุรพาจารย์, วงศ์วาน รวมกระทั่งถึง คนใกล้ชิดของบิดามารดาเยาวชนเอง ที่เป็นตัวแปรเป็นเหตุให้กำเหนิด เด็กลูกกำพร้า กลุ่มนี้ขึ้น จากสถิติที่น่าใจหายใจคว่ำ ข้าค้นพบว่ากึ่งหนึ่งของปุถุชนทั้งโลกที่อาศัยอยู่บนโลก ใบ เล็ก ๆ ใบนี้ สึงภายในความยากแค้น  ลูก พร้อมทั้ง ญาติ จำเป็นดิ้​​นรนประจัญเพื่อที่จะความรอดชีวิต การทอดทิ้งลูก การละเมิด  ,ไม่รับผิดชอบ,ขวาง กับ หากจนการล่วงละเมิดทางเพศ พร้อมกับ ลูก ก็เกิด ขึ้น และมีให้เห็นบ่อย ๆ  ในทางพลิกกลับ ข้อสงสัย เยาวชนกำพร้า ก็ปรากฏมาด้วยตรง กับ ต้นเหตุ ที่เรียกว่าความ “ ยากจน “  ด้วยคดีนี้ ข้าจึงชม มูลนิธิต่าง ๆ ออกมา บิณฑบาตความสมรู้ร่วมคิด ในการ รับอุปการะเด็กกำพร้า อย่างเยอะแยะ

รับอุปการะเด็กกำพร้า

รับอุปการะเด็กกำพร้า

ปริศนา ผู้เยาว์กำพร้า ปัจจุบันได้ถูกละทิ้ง และนับวันจะเปลี่ยนแปลงเป็นปัญหาไม่จบสิ้น ยากเข็ญแก่การแก้ไข พร้อมทั้งสังเกตจากที่ประกอบการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม หน่วยงานในสังกัด กรมพัฒนาสังคม และ สวัสดิการ  กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ที่คอยเป็นลู่ทาง จัดการคำถาม ในการ รับอุปการะเด็กกำพร้า ซึ่งข้าพเจ้าจะเห็นว่าสมัยนี้ มีการนำลูก ที่กระทำ ไปนำมาของ เรือนผู้เยาว์ต่าง ๆ ออกมา ทำทำร้าย หรือใช้ผู้ใช้แรงงานผู้เยาว์ หรือพาไปทำการค้าต่อให้ คนมีเงิน ทั้งข้างใน พร้อมด้วย นอกชาติ เพื่อให้เที่ยวหาผลกำไรจากเด็กลูกกำพร้า

รับอุปการะเด็กกำพร้า หรือ การรับเยาวชนกำพร้า  ที่เป็นลูกหลานของคนอื่นรับมาอุ้มชู อาจค้นพบสังเกตมีในสังคมไทยมานมนาน เช่น รับอุปการะเด็กกำพร้า จาก วงศาคณาญาติ ญาติโกโหติกา หรือปุถุชนที่รู้จักคุ้นเคย กันดี แต่ขาดแคลนแคลนทุน

 

       การ รับอุปการะเด็กกำพร้า ตามกฎปฏิบัติเริ่มต้นมีขึ้นเมื่อมี การป่าวใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2477 ซึ่งหมายไว้ให้สัมผัสมีการจดทะเบียน ตามพระราชบัญญัติ จดบัญชีสกุล ในปี พ.ศ. 2478

     ใน   พ.ศ. 2508 กรมประชาสงเคราะห์ ได้ ดำเนินการจัดหาจัดครัวเรือน ที่ อุปการะเด็กกำพร้า ที่ โดนทอดทิ้ง โดยมีการออก เป็นระเบียบ กรมประชาสงเคราะห์ ว่าด้วยการสนับสนุนลูกลูกกำพร้า โดยอย่างเฟ้นหาผู้อุปถัมภ์ส่งให้แก่ลูกลูกกำพร้า อย่างไรก็ดีการดำเนินงานดังกล่าวก็ยังกำกัดอยู่เฉพาะลูกลูกกำพร้า แค่ในความอุปการะของกรมประชาสงเคราะห์เท่านั้น พร้อมกับ ในตอนนั้นยังไม่มีการคะเนให้หน่วยงาน สถานพยาบาล หรือ สถานสงเคราะห์ ที่มีลูกลูกกำพร้า ถูกละทิ้งจะต้องส่งเยาวชนให้กรมประชาสงเคราะห์ พร้อมด้วยไร้นิติหรือสมาคมเฉพาะที่ทำอาชีพคุมควบคุมงานด้านการ รับอุปการะเด็กกำพร้า จึงเกิดระยะมอบให้มีการเฟ้นหาผลกำไรจากเยาวชนลูกกำพร้ากลุ่มนี้ ที่พบในรูปแบบของการรับเยาวชนเป็นลูกชาย ราวปี พ.ศ.2519 - 20 มีการค้าขายลูกกำพร้าให้กับคนต่างแดนเป็นปริมาณมาก จึงได้มี  มาตรการอภิบาลการ การ รับอุปการะเด็กกำพร้า

โดย ห้ามโรงพยาบาล สถานพยาบาล หรือ สถานสงเคราะห์ ต่างๆ ยกเด็กลูกกำพร้าให้แก่ผู้ใดไปอุดหนุนหรือรับไปเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขบุญธรรม ต่อมามีการจัดตั้ง "ศูนย์อำนวยการรับบุตรบุญธรรม" และมีการร่างกฎหมายเฉพาะออกมาเรียกว่า พระราชบัญญัติการรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม เป็น "ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม" จนปัจจุบัน ซึงนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การรับเยาวชนเป็นลูกเลี้ยงไม่ว่าผู้เยาว์นั้นจะเป็นเด็กมี พ่อ แม่ กับเยาวชนกำพร้าถูกเพิกเฉย ต้องดำเนินการภายใต้ข้อออกกฎ ของพระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นลูกเลี้ยงทุกประการ

 <b>รับอุปการะเด็กกำพร้า</b>

       ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมนั้นประกอบด้วยภารกิจรับผิดชอบในการส่งให้บริการด้านการสั่งงานสวัสดิการผู้เยาว์โดยการ

หาวงศาคณาญาติชดเชย ให้กับเด็กกำพร้า กับลูกที่ พ่อ แม่ ไม่อาจมอบให้กระทำอุดหนุนดูแลเด็กได้ และผู้เยาว์ที่มีอาณัติศาลยุติธรรมรับสนองการให้ความยอมตามของพ่อแม่เด็ก โดยปฏิบัติตามพ.ร.บ.การรับเยาวชนคือลูกเลี้ยง และต้องดำเนินการแบบกระบวนการของกฎปฏิบัติอย่างถูกต้อง

โดยจะต้องยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้หาสกุลที่สมน้ำสมเนื้อในการปฏิบัติหน้าที่เป็นพ่อแม่ส่งให้แก่ผู้เยาว์ เพื่อให้ลูกได้มีความเจริญที่ดีทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ทางใจ อารมณ์ พร้อมทั้งเข้าผู้เข้าคน รวมทั้งให้การเล่าเรียน เพื่อให้มีชีวิตเป็นปุถุชนที่มีคุณภาพของกลุ่มต่อไปในเบื้องหน้า

ขั้นตอนการติดต่อขอเป็นครอบครัวสงเคราะห์ กับ รับอุปการะเด็กกำพร้า

ในกทม. อาจจะติดต่อได้ที่ ฝ่ายครอบครัวอุปถัมภ์ ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม หรือที่สำนักงานพัฒนาสังคมและสวัสดิการกทม.  ส่วนในต่างจังหวัด สื่อสารได้ที่ ที่ว่าการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในจังหวัดที่ผู้ขออุปการะมีภูมิลำเนาอยู่

โดยต้องใช้เอกสารสำคัญดังนี้

  1. ทะเบียนบ้าน ( สำเนา )
  2. บัตรประจำตัวประชาชน ( สำเนา )
  3. ทะเบียนสมรส หรือ ทะเบียนหย่า หากมี ( สำเนา )
  4. ใบรับรองแพทย์ ( โรงพยาบาลรัฐ )
  5. รูปถ่าย 2 นิ้วครึ่ง จำนวน 2 รูป

การติดตามการเลี้ยงดูผู้เยาว์ลูกกำพร้าที่ขออุปการะ

   เมื่อสกุลอุปการะที่ได้รับอนุมัติ ให้นำเด็กไปอุปการะส่งเสีย นักสังคมสงเคราะห์ที่รับผิดชอบจะตามเยี่ยมเด็กกำพร้าและครอบครัวเป็นระยะๆ เพื่อเกาะติดและให้คำขอความเห็นบอกช่องทางในการเอาอกเอาใจผู้เยาว์ เพื่อให้เยาวชนกำพร้าและญาติโกโหติกาพักควบคู่กันอย่างสะดวก โดยในปีแรกจะสอบทานไปพบทุก 2 เดือนต่อครั้ง ส่วนในปีถัดถัดไปจะแวะเยี่ยมตามความเหมาะสมแต่ไม่น้อยกว่าปีละ 3 ครั้ง จนกว่าเด็กกำพร้าที่เลี้ยงดูจะมีวัยครบ 18 ปีสมบูรณ์ หรือเปลี่ยนวิธีการอุปการะเยาวชนเป็นการขอรับเด็กเป็นลูกเลี้ยง

ขบวนการการดำเนินงานของวงศาคณาญาติ รับอุปการะเด็กกำพร้า               

  1. ผู้มีความต้องการ รับอุปการะเด็กกำพร้า ที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของสถานเกื้อหนุนของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ

                1.)           รับเรื่องและสัมภาษณ์ข้อมูลเบื้องต้น พร้อมด้วยตรวจสอบสิ่งพิมพ์และให้คำนำทางต่างๆ

                2.)           พิจารณาเยี่ยมอาคารบ้านเรือนและสอบความจริงเกี่ยวกับสภาพการณ์การครองชีพและความเหมาะสม ทั้งนี้อาจขอเอกสารเพิ่มปริมาณในรายที่นำเอกสารมาให้ครบถ้วน ประกอบการนึกคิดคุณสมบัติ

                3.)           มีดำเนินเรื่องขออนุมัติสรรพคุณต่ออธิบดี เพื่อให้ผู้ขอเลี้ยงดูผู้เยาว์ลูกกำพร้า ที่มีคุณลักษณะสมควรไปพบเด็กที่สถานบรรเทาทุกข์

                4.)           แจ้งให้ผู้ขออุดหนุนเด็กกำพร้าเข้าใจ พร้อมกับมีการส่งตำราการเข้าสังเกตเยาวชนให้สถานสงเคราะห์ที่เกี่ยวโยงปรากฏชัด

                5.)           ผู้ร้องขอให้พบผู้เยาว์กำพร้าที่ตั้งใจจะยอมรับความเกื้อกูล สถานที่อนุเคราะห์แจ้งเรื่องราวเยาวชนที่เหมาะและอาจให้ให้ไปอุดหนุนได้ แล้วดำเนินการขออนุมัติอธิบดีให้เป็นผู้อุปถัมภ์ผู้เยาว์กำพร้า

                6.)           บอกให้ผู้อุดหนุนผู้เยาว์ลูกกำพร้าทราบ และส่งจดหมายบอกสถานสงเคราะห์ให้ส่งมอบเด็กแก่ผู้ขอ รับอุปการะเด็กกำพร้า

                7.)           ในเรื่องที่ผู้ร้องขอความเกื้อกูลเยาวชนลูกกำพร้ามีคุณสมบัติไม่เหมาะสม จะแจ้งให้ผู้ขออุดหนุนผู้เยาว์ตระหนักเป็นจดหมาย

                8.)           ติดตามการค้ำชูผู้เยาว์กำพร้าในปีแรกแวะเยี่ยมทุก 2 เดือน ในปีถัดไปไม่น้อยกว่าปีละ 3 ครั้ง ตามความสมกัน

 

  1. ผู้แสดงความมุ่งหวังขออุปถัมภ์ผู้เยาว์กำพร้าถูกไม่รับผิดชอบซึ่งมีผู้เลี้ยงดูไว้ในพี่น้อง

                1.)           รับคำอธิบาย และซักถามข้อมูลขั้นต้น พร้อมตรวจดูเอกสารและให้ข่าวสารต่างๆ

                2.)           สอบทานเยี่ยมที่อยู่อาศัย และสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพชีวิตตามความเหมาะสม และความจริงเพราะประวัติความเป็นมาของเยาวชนลูกกำพร้า

                3.)           ข้อความที่ลูกลูกกำพร้าไม่มีงานพิมพ์เอกสารสำคัญเกี่ยวกับตัวเอง และผู้ยอมรับส่งเสียเยาวชนลูกกำพร้าไม่ปรารถนาส่งลูกเข้าสถานที่เกื้อหนุนเพื่อดำเนินงานเรื่องเอกสารสำคัญของผู้เยาว์  ให้ดำเนินเรื่องขออนุมัติอธิบดีให้เป็นผู้ส่งเสียเด็กลูกกำพร้า

                4.)           กรณีที่เด็กกำพร้ามีชื่ออยู่ในทะเบียนที่อยู่อาศัยของผู้ร้องขอแล้ว ให้ดำเนินเรื่องร้องขออนุมัติอธิบดีให้เป็นผู้อุปถัมภ์เยาวชนลูกกำพร้าและขออนุมัตินำชื่อเยาวชนลูกกำพร้ามาถึงอาศัยในความความเกื้อกูลของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ

                5.)           สถานที่สงเคราะห์เพิ่มนามกรเด็กกำพร้าเข้าทะเบียนบ้าน พร้อมทั้งส่งเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับเด็กกำพร้า

                6.)           ตามการเกื้อกูลลูกลูกกำพร้า โดยในปีแรกต้องเยี่ยมเยียน 2 เดือน ต่อครั้ง และปีถัดไปไม่น้อยกว่าปีละ 3 ครั้ง ตามความควร

ขั้นตอนการดำเนินการขอความเกื้อกูลลูกกำพร้าในสถานอนุกูลของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการแบบครอบครัวอุปถัมภ์

เราจะเห็นได้ว่า กระบวนการการดำเนินการร้องขอ รับอุปการะเด็กกำพร้า ไม่ยุงยากเลย แค่เพียงเรามีจิตใจที่คิดจะค้ำจุน เด็กเหล่านี้ก็จะได้ รับเกื้อกูล แล้ว



เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง : https://www.unicef.or.th/supportus/th

No comments:

Post a Comment